วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562

Learning media13


🌼🌼🌼
Learning media13

 👉วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562👈



วันนี้กลุ่มของพวกเราไปซื้อของเพื่อเตรียมทำเมนูจัดโครงการ




 👇และพวกเราก็ได้ซื้อของว่างให้กับผู้ปกครอง👇



📍และหลังจากที่พวกเราซื้อของเสร็จได้มีการทดลองทำเมนูแพนเค้ก ผักแปรงร่าง






🍇🍆🍐🍒🍜🍦🍤🍣🍢🍘🍄🍅🍐🍑🍆🌼

Learning media12


💚💚💚💚

Learning media12




💬วันที่ 30 ตุลาคม 2562💬 


👉วันนี้กลุ่มของพวกเราได้ทำบอร์ด เพื่อให้ความรู้กับผู้ปกครอง 👈






📍เนื้อหาที่พวกเราใส่ในบอร์ดให้ความรู้คือ 📍


โภชนาการและอาหารสำหรับเด็กปฐมวัย


โภชนาการสำหรับเด็กปฐมวัย (Healthy Yummy for Kid) คือ อาหารมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและพัฒนาการของสมองตั้งแต่ทารกในครรภ์มารดา ตลอดจนหลังคลอด และการดำรงชีวิตต่อมาตลอดช่วงอายุในวัยเด็ก หากภาวะโภชนาการบกพร่องจะนำไปสู่การชะงักของการเจริญเติบโตร่างกาย    แคระแกรน ภูมิคุ้มกันบกพร่องทำให้เจ็บป่วยและกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดคุณภาพ ที่สำคัญคือมีผลกระทบต่อสติปัญญาและความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก

ความสำคัญของโภชนาการและอาหารสำหรับเด็กปฐมวัย   

อาหารเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐาน (Primary Need) โดยที่อาหารถูกจัดเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของชีวิตการดำเนินชีวิตจะเป็นไปด้วยดีหากร่างกายได้รับอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนเหมาะสม (Balanced Det) ในแง่ของโภชนาการกระบวนการเปลี่ยนแปลงอาหารให้ได้สารอาหารเพื่อการใช้ประโยชน์ของร่างกายนั้นจะส่งผลต่อสุขภาพดังต่อไปนี้

1. ผลทางร่างกาย
1.1 ขนาดของร่างกาย ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อขนาดของร่างกายมีอยู่ 2 อย่าง คือ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดเด็กแต่ละคนจะเจริญเติบโตได้สมบูรณ์ตามขอบเขตที่กรรมพันธุ์ของตนกำหนดไว้มากน้อยเพียงใดนั้นย่อมขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม และสิ่งแวดล้อมที่สำคัญมากสำหรับการเจริญเติบโตของเด็กก็คืออาหารและโภชนาการ ในปัจจุบันการพิจารณาศึกษาทางโภชนาการบ่งชี้ว่าอาหารและโภชนาการมีผลสำคัญที่สุดต่อขนาดของร่างกายพันธุกรรมเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่โภชนาการเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถสร้าง ตัดแปลง ปรับปรุง แก้ไข ให้เป็นไปตามที่ต้องการได้

1.2 การมีครรภ์และสุขภาพของทารก โภชนาการมีผลต่อสุขภาพของมารดาและทารกสำหรับมารดาโภชนาการที่ดีจะช่วยลดอัตราเสี่ยงของการตั้งครรภ์เช่นครรภ์เป็นพิษแท้งคลอดก่อนกำหนดคลอดตายและคลอดผิดปกติให้น้อยลง สำหรับทารกในครรภ์นั้น ถ้าโภชนาการของมารดาดีมาตลอดระยะการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในเดือนท้ายๆของการตั้งครรภ์ ทารกจะสมบูรณ์แข็งแรงและเมื่อคลอดแล้วก็จะเจริญเติบโตได้อย่างปกติโดยเฉพาะการเจริญเติบโตของสมองและมีอำนาจต้านทานโรคได้ดี
1.3 ความสามารถในการต้านทานโรค ถึงแม้ว่าโรคหลายชนิดยังไม่มีวัคซีนป้องกันร่างกายของเราก็มีภูมิต้านทานมีกลไกสร้างภูมิต้านทานต่อสู้เชื้อโรค (Hormoeostasis) มีเม็ดเลือดขาวที่คอยป้องกันและเข้าทำลายล้างเชื้อโรคต่างๆ ไม่ให้ก่อตัวสร้างอันตรายให้แก่ร่างกายของเราได้ แต่ถ้าหากเมื่อใดร่างกายอ่อนแอภูมิต้านทานในร่างกายลดลงเมื่อนั้นเชื้อโรคก็จะรุกเร้าสร้างผลร้ายให้แก่ร่างกายของเราได้ทันที
1.4 ความมีอายุยืนยาว สิ่งที่ช่วยให้เรามีอายุยืนยาวขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ความก้าวหน้าทางการแพทย์และสาธารณสุข วิถีชีวิตของแต่ละบุคคล และโภชนาการก็เป็นปัจจัยสำคัญด้านหนึ่งที่ช่วยให้อายุยืนยาว ซึ่งพบว่าอายุขัย (Lifespan) ของประชากรสูงมากขึ้นเรื่อยๆ และคาดว่าอายุขัยในอนาคตจะสูงขึ้นอีก


2. ผลทางอารมณ์และสติปัญญา
2.1 ผลทางการเจริญเติบโตของสมองและสติปัญญา ภาวะทุกโภชนาการที่เป็นปัญหาสำคัญที่สุดคือ ภาวการณ์ขาดโปรตีนและแคลอรี่ ภาวะบกพร่องทางโภชนาการนี้จะมีผลให้การเจริญเติบโตของเด็กชะงักทั้งทางร่างกาย จิตใจ สมอง และสติปัญญา


2.2 ประสิทธิภาพในการทำงาน ผู้ที่ได้รับอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอย่อมจะมีร่างกายแข็งแรง มีสติปัญญาและอารมณ์ดี ซึ่งช่วยให้ความสามารถในการทำงานมากกว่า ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอโภชนาการที่ไม่ดีแม้ให้โทษในระยะเวลาสั้นทำให้ความสามารถในการใช้สติปัญญาน้อยลงทำให้ขาดสมาธิหรือสมาธิน้อยความสามารถในการคิดลดน้อยลง

3. ความสำคัญของอาหารที่มีต่อเด็กปฐมวัย
3.1 อาหารทำให้เด็กเจริญเติบโตสมบูรณ์แข็งแรงทั้งทางร่างกายสมองและจิตใจ
          3.2 อาหารทำให้อวัยวะต่างๆในร่างกายของเด็กทำงานได้ตามปกติเช่นทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิตได้ดีปอดแข็งแรงการขับถ่ายเป็นปกติ
3.3 อาหารทำให้เด็กมีกำลังเดินวิ่งเล่นและพร้อมที่จะเรียนหนังสือ
3.4 อาหารทำให้เด็กสดชื่นแจ่มใสร่าเริงและมีภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ
รูปบอร์ดช่องที่ 1


การสร้างนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีแก่เด็กก่อนวัยเรียน

1.       ควรฝึกให้เด็กในวัยนี้ได้รับประทานอาหารหลักวันละ 3 มื้อ ให้มีอาหารว่างระหว่างมื้อเช้าและบ่าย จะเป็นนมสดหรือนมถั่วเหลือง วันละ 2-3 แก้ว
2.       เด็กในวัยนี้ ต้องการอาหารเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แต่ควรเพิ่มปริมาณสารอาหารให้มากกว่าเดิม เพราะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว จำเป็นที่ต้องให้อาหารโปรตีนเพิ่มมากขึ้น จึงต้องปรุงอาหารด้วยเนื้อสัตว์ต่างๆบ้าง เพราะเด็กสามารถเคี้ยวได้แล้ว
3.       ควรหัดให้เด็กได้รับประทานอาหารทุกชนิด ผักและ ผลไม้สดควรมีทุกวัน โดยให้เด็กหัดรับประทานเล่นๆ เช่น แตงกวา มะละกอสุก ส้ม ฯลฯ เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วนเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย การตักอาหารให้เด็กควรตักทีละน้อย และเพิ่มให้อีกเมื่อต้องการ
4.       การให้เด็กลองรับประทานอาหารใหม่ ควรให้ครั้งละน้อยๆ ปรุงรส มีสีสันตามความชอบของเด็ก ค่อยๆ ปรับปรุงให้เหมาะสมตามความต้องการของเด็ก ไม่ควรให้รางวัลจูงใจให้เด็กรับประทานอาหารเป็นการสร้างนิสัยที่ไม่ถูกต้อง
5.       ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กต้องปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเพราะเด็กชอบเลียนแบบผู้ใหญ่ ไม่ควรปรุงอาหารรสจัดสำหรับเด็ก ควรเป็นอาหารย่อยง่ายสะดวกต่อการรับประทานของเด็ก
6.       ควรหาวิธีการ หรือ เทคนิคในการจูงใจ ให้เด็กรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยไม่ต้องบังคับให้เด็กรับประทาน โดยการปรุงแต่ง รูป รส ของอาหารให้น่ารับประทาน เช่น เด็กไม่กินผัก ควรจะนำมาชุบแป้งทอดกรอบ แล้วจัดให้ดูน่ากิน
7.       จัดอาหารให้น่ารับประทาน เพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจในการรับประทานอาหารที่มีสีสันสวยงามชิ้นที่พอดีคำ แม้แต่เด็ก การจัดอาหารย่อมต้องสวยงามเพื่อให้มองแล้วอิ่มใจแบบผู้ใหญ่ และจัดเป็นคำๆไม่ใหญ่เกินไป เด็กจะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการรับประทานอาหาร
8.       ลักษณะและรสชาติของอาหารต้องอร่อยแต่ไม่ควรเค็มจัดหรือหวานจัดเกินไป
9.       บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่ดีมีผลต่อการรับประทานอาหาร เช่น รับประทานพร้อม
ผู้ใหญ่ในบรรยากาศที่สนุก ไม่เคร่งเครียด สถานที่ไม่อับจนเกินไป แต่ไม่ควรเดินป้อนเพราะจะทำให้เด็กขาดระเบียบและไม่รู้จักเวลาในการดำเนินชีวิตต่อไป ผู้ใหญ่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษามารยาทในโต๊ะอาหาร
10.      เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการเตรียมโต๊ะอาหาร เช่น การจัดโต๊ะ ช้อนส้อม และให้เด็กมีส่วนร่วมในการปรุงอาหารได้บ้าง เช่น ขนมปังทาแยม ให้เด็กเป็นคนทาแยม ทอดไข่อาจให้เด็กช่วยตอกไข่ใส่จาน หรือการหั่นผัก เตรียมผัด ผู้ใหญ่ควรพิจารณาดูความสามารถให้เหมาะกับอายุของเด็กด้วย


หลักการจัดอาหารสำหรับเด็กวัยก่อนเรียน

1.       จัดอาหารให้มีคุณค่าทางโภชนาการในมื้อหลักควรมีอาหารครบทั้ง 5 หมู่ เพื่อให้เด็กวัยนี้ได้พลังงานและสารอาหารเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
2.       จัดอาหารให้น่ารับประทาน เพื่อกระตุ้นให้เด็กอยากรับประทานอาหาร ให้อาหารมีกลิ่น สี น่ารับประทานโดยรักษาสีธรรมชาติของอาหารไว้
3.       จัดอาหารให้หลากหลาย อาหารมีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น มีนุ่ม กรอบ เหลว เป็นต้น
4.       จัดอาหารให้มี 4 – 5 มื้อ ใน 1 วัน โดยมื้อว่างควรเป็นอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ควรเป็นอาหารว่างที่หวานจัด หรืออาหารที่ทอดโดยใช้น้ำมันมากๆ เพราะจะทำให้เด็กได้รับพลังงานมากเกินไป อาจเป็นสาเหตุทำให้เด็กอ้วนได้
5.       จัดอาหารแปลกใหม่ที่มีประโยชน์ให้เด็กทานเสมอๆ ถ้าเด็กไม่ทานก็ไม่ควรบังคับเว้นระยะแล้วให้ลองทานใหม่
6.       รสชาติของอาหารที่จัดให้เด็กไม่ควรรสจัดจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นรสหวาน เค็ม เปรี้ยว
7.       ให้เด็กมีส่วนร่วมในการคิดรายการอาหาร จะทำให้เด็กทานอาหารมากขึ้น

ของทานเล่นที่มีประโยชน์สำหรับเด็ก

ขนมขบเคี้ยววัยเตาะแตะ
ขนมกับเด็กเรียกได้ว่าเป็นของคู่กันที่แทบขาดกันไม่ได้ทีเดียว  นอกจากอาหารหลักที่คุณแม่สรรหาอาหารที่มีประโยชน์มาให้ลูกน้อยแล้วขนมขบเคี้ยว ของทานเล่นก็เป็นอีกสิ่งที่คุณแม่ให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ของทานเล่นแสนอร่อยและมากไปด้วยคุณค่าทางอาหารสำหรับลูกน้อยวัยเตาะแตะ เป็นขนมที่ปรุงจากวัตถุดิบธรรมชาติหากเด็กๆ ได้รับประทานในปริมาณที่พอเหมาะรับรองได้ว่าคุณหนูๆ จะอิ่มอร่อยและได้สุขภาพดีอีกด้วย
1.       แพนเค้กราดน้ำผึ้ง
เมนูสุขภาพเพื่อลูกรักแพนเค้กผักราดน้ำผึ้งแพนเค้กแสนอร่อยเนื้อนุ่ม หอมกลิ่นละมุนผสมกับความหวานหอมของน้ำผึ้ง แน่นอนว่าเด็กๆ คงไม่อาจปฏิเสธขนมแสนอร่อยนี้ไปได้ อีกทั้งแพนเค้กยังอุดมไปด้วยประโยชน์จากแป้ง น้ำตาล ไข่ เนย และน้ำผึ้ง ที่ให้คุณค่าทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย ให้พลังงาน เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แก่ลูกรักของคุณได้อย่างดี



 

2.       เต้าฮวยกะทิฟรุตสลัด
ปกติแล้วเต้าฮวยฟรุตสลัดจะทำจากนมสดหรือนมถั่วเหลือง แต่เต้าฮวยฟรุ๊ตสลัดที่ทำมาจากกะทิรับรองว่าอร่อยไม่แพ้กัน เหมาะกับน้องๆ หนูๆ รับประทานเป็นของว่าง รสชาติอร่อยไม่หวานมาก อุดมไปด้วยโปรตีน ไขมันจากพืช ถือเป็นไขมันที่ไม่อันตรายและดีต่อสุขภาพ และยังได้วิตามินซี วิตามินบี จากผลไม้นานาชิดที่คัดสรรมาเพื่อเพิ่มความอร่อยให้กับเต้าฮวยลงไป เด็กๆ จะติดในความนุ่มนิ่มของเนื้อเต้าฮวยจากกะทิเพราะไม่หวานจนเลี่ยน เข้ากันกับผลไม้รสชาติเปรี้ยวอมหวานเพียงเท่านี้ก็อร่อยได้คุณค่าจริงๆ





3.       คุกกี้เมล็ดทานตะวันและเมล็ดฟักทอง
คุกกี้ขนมแสนอร่อยที่เด็กๆ ชื่นชอบ แม้คุกกี้จะมีหลากหลายรสชาติ แต่คุกกี้ธัญพืชก็เป็นขนมแสนอร่อยที่ไม่ควรมองข้ามเมื่อนำคุกกี้มาจับมือกับเมล็ดทานตะวันและเมล็ดฟักทอง ความหวานมันกรอบอร่อย จนทำให้เด็กๆ เคี้ยวจนเพลิน อีกทั้งยังได้คุณค่าทางอาหาร เพราะในเมล็ดฟักทองและเมล็ดทานตะวัน อุดมไปด้วยโปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินเค และวิตามินอี ที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงสายตา และปกป้องผิวพรรณให้ชุ่มชื่น ทีสำคัญหนูๆ ที่มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย คุกกี้ชนิดนี้ยังมีส่วนของใยอาหารช่วยในการขับถ่ายได้อย่างดี



 


อาหารต้องห้ามสำหรับเด็กปฐมวัย ( 3-6 ปี )

1. นมเปรี้ยว
ไม่ควรให้เด็กดื่มมากกว่า 1 กล่อง หรือ 1 ขวดเล็กต่อวัน เพราะว่านมชนิดนี้ทำจากนมพร่องมันเนย เป็นนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการน้อย ทั้งยังมีน้ำตาลเยอะ จึงไม่เหมาะเก็บลูกน้อยในวัยนี้





 

2. ขนมหวาน

การให้เด็กทานขนมหวานที่มีน้ำตาลในปริมาณมาก นอกจากจะทำให้ลูกอ้วน มีน้ำหนักตัวมากเกินเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว น้ำตาลที่มีมากในขนมหวานยังมีส่วนทำลายสมองของลูกน้อยได้อีกด้วย ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตจากการศึกษาวิจัยที่ผ่านมาพบว่า หากเด็กได้รับน้ำตาลฟรุกโตสมากเกินไปอาจส่งผลต่อการหลั่งสารอินซูลิน ซึ่งจะทำให้สมองประมวลผลผิดพลาด ทำงานด้อยลง และส่งผลเสียต่ออารมณ์ของความคิดของเด็กได้




 
3. ซุปไก่สกัด
ไม่จำเป็นต้องทานซุปไก่ก็ได้เพราะว่ากว่าลูกจะกินให้ดีประโยชน์ต่อร่างกายต้องกินจำนวนมาก เช่น ซุปไก่สกัด 5 ขวด เท่ากับโปรตีนที่ได้จากไก่ย่าง 1 น่อง หรือต้องดื่ม 290,000 ขวด จึงจะได้แคลเซียมเท่ากับนม 1 แก้ว หรือต้องดื่มถึง 3 ขวด จึงจะเท่ากับโปรตีนไข่ 1 ฟอง



 

5 โรคทำลูกน้อยป่วยเพราะกินยาก ขาดสารอาหาร

1. โรคควาชิออร์กอร์ (Kwashiorkor) หรือ โรคขาดสารอาหารโปรตีน เป็นโรคที่เกิดจากการขาดสารอาหารโปรตีนเรื้อรัง โดยมักพบในเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป สาเหตุเพราะได้รับอาหารที่มีโปรตีนน้อย หรือคุณภาพต่ำ แต่ยังได้รับคาร์โบไฮเดรต หรือ อาหารประเภทแป้ง ๆ ต่าง ๆ เพียงพอ จึงไม่ขาดพลังงาน ขาดแต่โปรตีน

2. โรคมาราสมัส (Marasmus) หรือโรคขาดสารอาหารทั้งพลังงาน และโปรตีน มักเกิดกับเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี อาจเป็นเพราะหย่านมเร็วเกินไป และไม่ได้รับอาหารที่ดี มีคุณค่าโภชนาการพอ ทำให้ขาดทั้งพลังงานและโปรตีน

3. โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “โรคซีด” เจอได้บ่อยในเด็กไทย สาเหตุภาวะโลหิตจางในเด็ก เกิดได้หลายสาเหตุ เช่น เป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด แม่ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอในระหว่างตั้งครรภ์ การดูดซึมธาตุเหล็กไม่ดี หรือ เป็นเด็กกินยาก เลือกกิน ทำให้ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อสัตว์ ตับ เครื่องใน ไข่แดง ผักใบเขียว ฯลฯ


4. โรคขาดวิตามินเอ (Vitamin A deficiency) เป็นอีกโรคที่เกิดจากการเลือกกิน กินยาก มักพบบ่อยในเด็ก โดยเฉพาะในเด็กที่ไม่ชอบกินผัก ผลไม้ ซึ่งวิตามินเอ มีความสำคัญต่อการมองเห็น การเจริญเติบโต การสร้างภูมิคุ้มกันโรค รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุผิวต่างๆ

5. โรคขาดวิตามินซี (Vitamin C deficiency) สาเหตุจากเด็กที่ไม่กินผัก ผลไม้ หรือ เด็กบางคนดื่มแต่นมกล่องอย่างเดียวมากเกินไป ซึ่งในนมอาจจะมีวิตามินซีน้อย และเมื่อผ่านกระบวนการผลิต ผ่านความร้อนทำให้สูญเสียวิตามินซีไปอีก ไม่เหมือนการกินผัก ผลไม้สดๆ

อาการของโรคขาดวิตามินเอ
-          มีปัญหาด้านการมองเห็น เกิดอาการตาบอดกลางคืน มองเห็นไม่ดีในที่มืด สลัว
-          การสร้างเมือกตามเยื่อบุต่าง ๆ ลดลง เช่น เยื่อบุดวงตา หากขาดวิตามินเอ มาก ๆ อาจส่งผลให้ตาบอดได้
-          การเจริญเติบโต พัฒนาการหยุดชะงัก
-          ระบบภูมิคุ้มกันไม่ดี ป่วยง่าย เช่น ไข้หวัด ท้องเสียง่าย

อาการของโรคขาดวิตามินซี
-          ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก
-          เลือดออกง่าย อาจเป็นจ้ำๆ ตามแขนขา รอบตา
-          มีเลือดออกตามไรฟัน
-          ไม่ค่อยมีแรง
-          หงุดหงิดง่าย ร้องกวน
-          ผิวหนังแห้ง ผมบาง
-          เลือดที่ออกบริเวณเนื้อเยื่อหุ้มเข่า ปวด อาจทำให้เดินไม่ได้



🍧🍦🍝🍓🍉🍒🍈🍇🍆🌼🌻🌺🍢🍣🍭🍷🍯🍰🍪🍡🍖


Learning media11



🌸🌸🌸🌸

Learning media11

วันที่ 24 ตุลาคม 2562 

วันนี้พวกเราเข้าปรึกษาอาจารย์ในเรื่องการทำ แผ่นพับ  บอร์ด และเมนูอาหารสำหรับจัดโครงการ "โภชนาการตามวัย เด็กรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพ"

 



 


👇เมนูที่พวกเรานำมาปรึกษาอาจารย์ 👇


🍑🍒🍦🍰🍸กิจกรรม “ จัดจานอาหารเอาใจลูกรัก”🍧🍦🍨🍩🍤



 








อุปกรณ์

-          ภาชนะสำหรับใส่อาหาร



วิธีการทำ

          ผู้ปกครอง จัดจานอาหารให้สวยงาม หรือให้ลูกมีส่วนร่วมในการจัดจานอาหารของตนเอง



วัตถุประสงค์ในการจัดจานอาหาร

          กิจกรรมนี้ต้องอาศัยความร่วมมือของคนในครอบครัว ช่วยให้ผู้ปกครอง มีกิจกรรมที่ทำร่วมกันกับลูก ช่วยให้เด็กรู้สึกอบอุ่นและสนุกสนาน ไปกับการที่ได้รังสรรค์ ตกแต่งจานอาหารของตนเอง และทำให้เกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง จะเป็นแรงกระตุ้นให้เด็กอยากรับประทานอาหารมากขึ้น









กิจกรรม Cooking “ ผักแปรงร่าง”




 


 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แพนเค้กผักน่ารัก








อุปกรณ์

1.       ถ้วยสำหรับใส่วัตถุดิบ

2.       เตรียมผัก เช่น บล็อกโคลี่ , แครท , มันม่วง , ฟักทอง, หรือ ผักที่ชอบลวกสับละเอียดกระทะ

3.       กระทะสำหรับทอดแพนเค้ก

ส่วนประกอบ

1.       แป้งแพนเค้กสำเร็จรูป 1 ถ้วยตวง

2.       ผักต่างๆ เช่น บล็อกโคลี่ , แครท , มันม่วง , ฟักทอง, หรือ ผักที่ชอบลวกสับละเอียด

3.       ไข่ไก่ 1 ฟอง

4.       กล้วยหอมบด 1 ลูก

5.       นมสดครึ่งถ้วยตวง

6.       ผลไม้ / เมล็ดถั่ว / ซอสราดต่างๆ เพื่อตกแต่ง

7.       เนยเค็ม, น้ำมัน

วิธีการทำ

1.       ผสมแป้งแพนเค้ก, ไข่ไก่, นมสด ตีให้เข้ากัน

2.       จากนั้นใส่กล้วยหอมบด และผักที่เตรียมไว้ 1 ชนิด

3.       ตั้งไฟอ่อน ทานเนยหรือน้ำตาล ตักลงทอดทีละนิด ตามขนาดที่ต้องการ

4.       พอแพนเค้กสุก นำมาตกแต่งหน้าแพนเค้กจัดจานพร้อมเสิร์ฟ



🍇🍉🍊หลักการจัดอาหารสำหรับเด็กวัยก่อนเรียน🍉🍊🍓🍒



1.       จัดอาหารให้มีคุณค่าทางโภชนาการในมื้อหลักควรมีอาหารครบทั้ง 5 หมู่ เพื่อให้เด็กวัยนี้ได้พลังงานและสารอาหารเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

2.       จัดอาหารให้น่ารับประทาน เพื่อกระตุ้นให้เด็กอยากรับประทานอาหาร ให้อาหารมีกลิ่น สี น่ารับประทานโดยรักษาสีธรรมชาติของอาหารไว้

3.       จัดอาหารให้หลากหลาย อาหารมีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น มีนุ่ม กรอบ เหลว เป็นต้น

4.       จัดอาหารให้มี 4 – 5 มื้อ ใน 1 วัน โดยมื้อว่างควรเป็นอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ควรเป็นอาหารว่างที่หวานจัด หรืออาหารที่ทอดโดยใช้น้ำมันมากๆ เพราะจะทำให้เด็กได้รับพลังงานมากเกินไป อาจเป็นสาเหตุทำให้เด็กอ้วนได้

5.       จัดอาหารแปลกใหม่ที่มีประโยชน์ให้เด็กทานเสมอๆ ถ้าเด็กไม่ทานก็ไม่ควรบังคับเว้นระยะแล้วให้ลองทานใหม่

6.       รสชาติของอาหารที่จัดให้เด็กไม่ควรรสจัดจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นรสหวาน เค็ม เปรี้ยว

7.       ให้เด็กมีส่วนร่วมในการคิดรายการอาหาร จะทำให้เด็กทานอาหารมากขึ้น

💗💗💗💗💗💗💗💗💗💗💗💗💗💗💗💗💗