โภชนาการสำหรับเด็กปฐมวัย (Healthy
Yummy for Kid) คือ
อาหารมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและพัฒนาการของสมองตั้งแต่ทารกในครรภ์มารดา
ตลอดจนหลังคลอด และการดำรงชีวิตต่อมาตลอดช่วงอายุในวัยเด็ก
หากภาวะโภชนาการบกพร่องจะนำไปสู่การชะงักของการเจริญเติบโตร่างกาย แคระแกรน ภูมิคุ้มกันบกพร่องทำให้เจ็บป่วยและกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดคุณภาพ
ที่สำคัญคือมีผลกระทบต่อสติปัญญาและความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก
ความสำคัญของโภชนาการและอาหารสำหรับเด็กปฐมวัย
อาหารเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐาน
(Primary
Need) โดยที่อาหารถูกจัดเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของชีวิตการดำเนินชีวิตจะเป็นไปด้วยดีหากร่างกายได้รับอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนเหมาะสม
(Balanced Det) ในแง่ของโภชนาการกระบวนการเปลี่ยนแปลงอาหารให้ได้สารอาหารเพื่อการใช้ประโยชน์ของร่างกายนั้นจะส่งผลต่อสุขภาพดังต่อไปนี้
1.
ผลทางร่างกาย
1.1 ขนาดของร่างกาย ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อขนาดของร่างกายมีอยู่
2 อย่าง คือ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม
ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดเด็กแต่ละคนจะเจริญเติบโตได้สมบูรณ์ตามขอบเขตที่กรรมพันธุ์ของตนกำหนดไว้มากน้อยเพียงใดนั้นย่อมขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม
และสิ่งแวดล้อมที่สำคัญมากสำหรับการเจริญเติบโตของเด็กก็คืออาหารและโภชนาการ
ในปัจจุบันการพิจารณาศึกษาทางโภชนาการบ่งชี้ว่าอาหารและโภชนาการมีผลสำคัญที่สุดต่อขนาดของร่างกายพันธุกรรมเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
แต่โภชนาการเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถสร้าง ตัดแปลง ปรับปรุง แก้ไข
ให้เป็นไปตามที่ต้องการได้
1.2 การมีครรภ์และสุขภาพของทารก
โภชนาการมีผลต่อสุขภาพของมารดาและทารกสำหรับมารดาโภชนาการที่ดีจะช่วยลดอัตราเสี่ยงของการตั้งครรภ์เช่นครรภ์เป็นพิษแท้งคลอดก่อนกำหนดคลอดตายและคลอดผิดปกติให้น้อยลง
สำหรับทารกในครรภ์นั้น ถ้าโภชนาการของมารดาดีมาตลอดระยะการตั้งครรภ์
โดยเฉพาะในเดือนท้ายๆของการตั้งครรภ์
ทารกจะสมบูรณ์แข็งแรงและเมื่อคลอดแล้วก็จะเจริญเติบโตได้อย่างปกติโดยเฉพาะการเจริญเติบโตของสมองและมีอำนาจต้านทานโรคได้ดี
1.3 ความสามารถในการต้านทานโรค
ถึงแม้ว่าโรคหลายชนิดยังไม่มีวัคซีนป้องกันร่างกายของเราก็มีภูมิต้านทานมีกลไกสร้างภูมิต้านทานต่อสู้เชื้อโรค
(Hormoeostasis)
มีเม็ดเลือดขาวที่คอยป้องกันและเข้าทำลายล้างเชื้อโรคต่างๆ
ไม่ให้ก่อตัวสร้างอันตรายให้แก่ร่างกายของเราได้
แต่ถ้าหากเมื่อใดร่างกายอ่อนแอภูมิต้านทานในร่างกายลดลงเมื่อนั้นเชื้อโรคก็จะรุกเร้าสร้างผลร้ายให้แก่ร่างกายของเราได้ทันที
1.4 ความมีอายุยืนยาว
สิ่งที่ช่วยให้เรามีอายุยืนยาวขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น
ความก้าวหน้าทางการแพทย์และสาธารณสุข วิถีชีวิตของแต่ละบุคคล
และโภชนาการก็เป็นปัจจัยสำคัญด้านหนึ่งที่ช่วยให้อายุยืนยาว ซึ่งพบว่าอายุขัย (Lifespan) ของประชากรสูงมากขึ้นเรื่อยๆ และคาดว่าอายุขัยในอนาคตจะสูงขึ้นอีก
2.
ผลทางอารมณ์และสติปัญญา
2.1
ผลทางการเจริญเติบโตของสมองและสติปัญญา ภาวะทุกโภชนาการที่เป็นปัญหาสำคัญที่สุดคือ
ภาวการณ์ขาดโปรตีนและแคลอรี่
ภาวะบกพร่องทางโภชนาการนี้จะมีผลให้การเจริญเติบโตของเด็กชะงักทั้งทางร่างกาย
จิตใจ สมอง และสติปัญญา
2.2 ประสิทธิภาพในการทำงาน
ผู้ที่ได้รับอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอย่อมจะมีร่างกายแข็งแรง
มีสติปัญญาและอารมณ์ดี ซึ่งช่วยให้ความสามารถในการทำงานมากกว่า
ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอโภชนาการที่ไม่ดีแม้ให้โทษในระยะเวลาสั้นทำให้ความสามารถในการใช้สติปัญญาน้อยลงทำให้ขาดสมาธิหรือสมาธิน้อยความสามารถในการคิดลดน้อยลง
3.
ความสำคัญของอาหารที่มีต่อเด็กปฐมวัย
3.1
อาหารทำให้เด็กเจริญเติบโตสมบูรณ์แข็งแรงทั้งทางร่างกายสมองและจิตใจ
3.2 อาหารทำให้อวัยวะต่างๆในร่างกายของเด็กทำงานได้ตามปกติเช่นทำให้หัวใจสูบฉีดโลหิตได้ดีปอดแข็งแรงการขับถ่ายเป็นปกติ
3.3
อาหารทำให้เด็กมีกำลังเดินวิ่งเล่นและพร้อมที่จะเรียนหนังสือ
3.4
อาหารทำให้เด็กสดชื่นแจ่มใสร่าเริงและมีภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ
รูปบอร์ดช่องที่ 1
การสร้างนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีแก่เด็กก่อนวัยเรียน
1. ควรฝึกให้เด็กในวัยนี้ได้รับประทานอาหารหลักวันละ 3 มื้อ
ให้มีอาหารว่างระหว่างมื้อเช้าและบ่าย จะเป็นนมสดหรือนมถั่วเหลือง วันละ 2-3 แก้ว
2. เด็กในวัยนี้ ต้องการอาหารเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แต่ควรเพิ่มปริมาณสารอาหารให้มากกว่าเดิม
เพราะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว จำเป็นที่ต้องให้อาหารโปรตีนเพิ่มมากขึ้น
จึงต้องปรุงอาหารด้วยเนื้อสัตว์ต่างๆบ้าง เพราะเด็กสามารถเคี้ยวได้แล้ว
3. ควรหัดให้เด็กได้รับประทานอาหารทุกชนิด ผักและ
ผลไม้สดควรมีทุกวัน โดยให้เด็กหัดรับประทานเล่นๆ เช่น แตงกวา มะละกอสุก ส้ม ฯลฯ
เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วนเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
การตักอาหารให้เด็กควรตักทีละน้อย และเพิ่มให้อีกเมื่อต้องการ
4. การให้เด็กลองรับประทานอาหารใหม่ ควรให้ครั้งละน้อยๆ ปรุงรส
มีสีสันตามความชอบของเด็ก ค่อยๆ ปรับปรุงให้เหมาะสมตามความต้องการของเด็ก
ไม่ควรให้รางวัลจูงใจให้เด็กรับประทานอาหารเป็นการสร้างนิสัยที่ไม่ถูกต้อง
5. ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กต้องปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเพราะเด็กชอบเลียนแบบผู้ใหญ่
ไม่ควรปรุงอาหารรสจัดสำหรับเด็ก ควรเป็นอาหารย่อยง่ายสะดวกต่อการรับประทานของเด็ก
6. ควรหาวิธีการ หรือ เทคนิคในการจูงใจ
ให้เด็กรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยไม่ต้องบังคับให้เด็กรับประทาน
โดยการปรุงแต่ง รูป รส ของอาหารให้น่ารับประทาน เช่น เด็กไม่กินผัก
ควรจะนำมาชุบแป้งทอดกรอบ แล้วจัดให้ดูน่ากิน
7. จัดอาหารให้น่ารับประทาน
เพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจในการรับประทานอาหารที่มีสีสันสวยงามชิ้นที่พอดีคำ
แม้แต่เด็ก การจัดอาหารย่อมต้องสวยงามเพื่อให้มองแล้วอิ่มใจแบบผู้ใหญ่
และจัดเป็นคำๆไม่ใหญ่เกินไป เด็กจะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการรับประทานอาหาร
8. ลักษณะและรสชาติของอาหารต้องอร่อยแต่ไม่ควรเค็มจัดหรือหวานจัดเกินไป
9. บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่ดีมีผลต่อการรับประทานอาหาร เช่น
รับประทานพร้อม
ผู้ใหญ่ในบรรยากาศที่สนุก
ไม่เคร่งเครียด สถานที่ไม่อับจนเกินไป แต่ไม่ควรเดินป้อนเพราะจะทำให้เด็กขาดระเบียบและไม่รู้จักเวลาในการดำเนินชีวิตต่อไป
ผู้ใหญ่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษามารยาทในโต๊ะอาหาร
10. เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการเตรียมโต๊ะอาหาร เช่น การจัดโต๊ะ
ช้อนส้อม และให้เด็กมีส่วนร่วมในการปรุงอาหารได้บ้าง เช่น ขนมปังทาแยม
ให้เด็กเป็นคนทาแยม ทอดไข่อาจให้เด็กช่วยตอกไข่ใส่จาน หรือการหั่นผัก เตรียมผัด
ผู้ใหญ่ควรพิจารณาดูความสามารถให้เหมาะกับอายุของเด็กด้วย
หลักการจัดอาหารสำหรับเด็กวัยก่อนเรียน
1. จัดอาหารให้มีคุณค่าทางโภชนาการในมื้อหลักควรมีอาหารครบทั้ง 5
หมู่ เพื่อให้เด็กวัยนี้ได้พลังงานและสารอาหารเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
2. จัดอาหารให้น่ารับประทาน เพื่อกระตุ้นให้เด็กอยากรับประทานอาหาร
ให้อาหารมีกลิ่น สี น่ารับประทานโดยรักษาสีธรรมชาติของอาหารไว้
3. จัดอาหารให้หลากหลาย อาหารมีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น มีนุ่ม
กรอบ เหลว เป็นต้น
4. จัดอาหารให้มี 4 – 5 มื้อ ใน 1 วัน
โดยมื้อว่างควรเป็นอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ควรเป็นอาหารว่างที่หวานจัด
หรืออาหารที่ทอดโดยใช้น้ำมันมากๆ เพราะจะทำให้เด็กได้รับพลังงานมากเกินไป
อาจเป็นสาเหตุทำให้เด็กอ้วนได้
5. จัดอาหารแปลกใหม่ที่มีประโยชน์ให้เด็กทานเสมอๆ
ถ้าเด็กไม่ทานก็ไม่ควรบังคับเว้นระยะแล้วให้ลองทานใหม่
6. รสชาติของอาหารที่จัดให้เด็กไม่ควรรสจัดจนเกินไป
ไม่ว่าจะเป็นรสหวาน เค็ม เปรี้ยว
7. ให้เด็กมีส่วนร่วมในการคิดรายการอาหาร
จะทำให้เด็กทานอาหารมากขึ้น
ของทานเล่นที่มีประโยชน์สำหรับเด็ก
ขนมขบเคี้ยววัยเตาะแตะ
ขนมกับเด็กเรียกได้ว่าเป็นของคู่กันที่แทบขาดกันไม่ได้ทีเดียว
นอกจากอาหารหลักที่คุณแม่สรรหาอาหารที่มีประโยชน์มาให้ลูกน้อยแล้วขนมขบเคี้ยว
ของทานเล่นก็เป็นอีกสิ่งที่คุณแม่ให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ของทานเล่นแสนอร่อยและมากไปด้วยคุณค่าทางอาหารสำหรับลูกน้อยวัยเตาะแตะ
เป็นขนมที่ปรุงจากวัตถุดิบธรรมชาติหากเด็กๆ
ได้รับประทานในปริมาณที่พอเหมาะรับรองได้ว่าคุณหนูๆ
จะอิ่มอร่อยและได้สุขภาพดีอีกด้วย
1. แพนเค้กราดน้ำผึ้ง
เมนูสุขภาพเพื่อลูกรักแพนเค้กผักราดน้ำผึ้งแพนเค้กแสนอร่อยเนื้อนุ่ม
หอมกลิ่นละมุนผสมกับความหวานหอมของน้ำผึ้ง แน่นอนว่าเด็กๆ
คงไม่อาจปฏิเสธขนมแสนอร่อยนี้ไปได้ อีกทั้งแพนเค้กยังอุดมไปด้วยประโยชน์จากแป้ง
น้ำตาล ไข่ เนย และน้ำผึ้ง ที่ให้คุณค่าทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน
ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย ให้พลังงาน
เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แก่ลูกรักของคุณได้อย่างดี
2. เต้าฮวยกะทิฟรุตสลัด
ปกติแล้วเต้าฮวยฟรุตสลัดจะทำจากนมสดหรือนมถั่วเหลือง
แต่เต้าฮวยฟรุ๊ตสลัดที่ทำมาจากกะทิรับรองว่าอร่อยไม่แพ้กัน เหมาะกับน้องๆ หนูๆ
รับประทานเป็นของว่าง รสชาติอร่อยไม่หวานมาก อุดมไปด้วยโปรตีน ไขมันจากพืช
ถือเป็นไขมันที่ไม่อันตรายและดีต่อสุขภาพ และยังได้วิตามินซี วิตามินบี
จากผลไม้นานาชิดที่คัดสรรมาเพื่อเพิ่มความอร่อยให้กับเต้าฮวยลงไป เด็กๆ
จะติดในความนุ่มนิ่มของเนื้อเต้าฮวยจากกะทิเพราะไม่หวานจนเลี่ยน
เข้ากันกับผลไม้รสชาติเปรี้ยวอมหวานเพียงเท่านี้ก็อร่อยได้คุณค่าจริงๆ